แนวคิดการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดเป็นธงนำ

5

หากเราเป็นธุรกิจ SME เล็กๆ จะหาที่ยืนอยู่บนสนามรบทางธุรกิจในโลกปัจจุบันได้อย่างไรเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการ SME หลายๆ คนต้องการคำตอบ เพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้กับอำนาจทุนนิยมในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถ ขอเพียงแต่ให้เรามี จุดยืน ที่ชัดเจนและต้องแตกต่างเพราะถ้าเราไม่มีจุดยืนหรือสร้างความแตกต่างแล้วสุดท้ายก็จะต้องแข่งขันด้วยขายราคาถูก ซึ่งก็เป็นไปได้ยากสำหรับธุรกิจ SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นการเลือกเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่มีความชัดเจน ก็จะช่วยให้เกิดความได้เปรียบและประหยัดทรัพยากร เป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดเป็นธงนำ มุ่งหากลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่ความต้องการยังไม่ได้ถูกตอบสนอง ยิ่งในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การทำตลาดเฉพาะกลุ่มจัดได้ว่าเป็นกลไกและเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ถ้าอย่างนั้น การตลาดเฉพาะกลุ่มคืออะไร คือ การขายสินค้าให้กับคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้ขายสินค้าให้กับทุกคน หากแต่มีกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงลงไป หากเป็นกลุ่มผู้หญิงก็จะต้องเจาะจงลงไปเลยว่าเป็นผู้หญิงที่รูปร่างอ้วน มีน้ำหนักตั้งแต่ 80 กิโลกรัมขึ้นไป เป็นต้น

สำหรับข้อดีของการทำ Niche Market ก็คือ การช่วยประหยัดทรัพยากรในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กำลังคนหรือเงินทุน เนื่องจากการจับกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างจะทำให้เราต้องหว่านกำลังคนและเงินทั้งหมดไปในจุดต่างๆ โดยที่ได้ผลกลับมาไม่เต็มที่ แต่ถ้าเรานำคนและเงินทุนที่มีจำกัดไปใช้กับลูกค้าเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ก็จะสามารถทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่ในการศึกษาพฤติกรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ จุดสำคัญอีกข้อก็คือ ความเป็น Niche Market มักทำให้มีคู่แข่งในตลาดน้อย หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้เพราะขนาดตลาดเล็กเกินไป จึงไม่ดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ๆ เข้ามา ดังนั้นหากเราสามารถค้นพบตลาดส่วนนี้และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ก่อน เราก็มีโอกาสเป็นผู้นำในตลาดได้โดยง่าย เพราะลูกค้าหรือคนส่วนใหญ่จะรับรู้และจดจำว่าธุรกิจเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องนั้นๆ และด้วยความเชี่ยวชาญนี้เองที่ทำให้เรามีแต้มต่อที่เหนือกว่ารายอื่นๆ

สภาพตลาดและอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไร

5

ความสามารถในการสื่อสารหรือการสร้างความเข้าใจ สามารถถือได้ว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของแผนธุรกิจ จากที่ได้เคย กล่าว มาแล้วเกี่ยวกับหน้าที่ของแผนธุรกิจ ที่ต้องสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับ กระบวนการในการวางแผน ดำเนินงานของธุรกิจ และผลที่เกิดขึ้น จาก การวางแผนนั้น หรือการแปลงความคิดในสมองของผู้ประกอบการ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการแปลงจากนามธรรมมาสู่รูปธรรม ซึ่งถ้าผู้ประกอบการหรือผู้เขียนแผนไม่สามารถถ่ายทอด หรือให้รายละเอียดของ ความคิดของตนออกมาได้ ก็เป็นการยากที่จะทำให้ผู้อื่น เชื่อได้ว่า ธุรกิจนี้มีการวางแผนที่ดี เพราะแม้แต่เจ้าของความคิดยังไม่สามารถระบุ หรือไม่เข้าใจแม้แต่สิ่งที่ตนเองวางแผนไว้ได้ แล้วจะให้ผู้อื่น เข้าใจได้อย่างไร แต่ถ้าผู้ประกอบการสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ก็แสดงว่าอย่างน้อย ก็มีความเข้าใจและ อาจสามารถสื่อสารได้เป็นเบื้องต้น ดังนั้นแผนธุรกิจที่ดีเมื่ออ่านแล้วผู้อ่านจะเข้าใจในตัวธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะไม่เข้าใจทั้งหมด อย่างถ่องแท้ อันอาจจะเนื่องมาจากจำนวนหน้าหรือรายละเอียดของแผนธุรกิจที่จำกัด แต่อย่างน้อยผู้อ่านก็พอจะเข้าใจได้ว่า ธุรกิจนี้คือ ธุรกิจอะไร สภาพตลาดและอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไร และส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร ธุรกิจมีการวางแผนการบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิต และแผนการเงินอย่างไร รวมถึงมีความน่าสนใจหรือให้การสนับสนุนหรือไม่ โดยไม่ว่าผู้อ่าน จะตัดสินใจว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ดีควรได้รับการสนับสนุน หรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดีไม่สมควรที่จะเสี่ยงที่จะสนับสนุนหรือควรลงทุนก็ตาม

อย่างน้อยผู้อ่านต้องเข้าใจในรายละเอียดของแผนธุรกิจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจุดบกพร่องสำคัญที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่พบอยู่เสมอ คืออ่านแล้วไม่เข้าใจ ในข้อมูลสำคัญต่างๆ ตามที่ผู้อ่านคาดหวังหรือต้องการทราบเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งถ้าแผนธุรกิจฉบับนั้นไม่สามารถ สามารถสื่อสาร ให้เข้าใจได้ ผู้อ่านก็มักจะตัดสินใจก่อนเลยเป็นเบื้องต้นว่าแผนธุรกิจนั้นเป็นแผนธุรกิจที่ไม่ดี หรือธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ไม่ดี และจะไม่ให้ความสนใจ ในที่สุด แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วธุรกิจนั้นอาจเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคต หรือผู้ประกอบการ มีความสามารถ ในการบริหารจัดการ ให้ธุรกิจ ประสบความสำเร็จได้ถ้าได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจก็ตาม นอกจากนี้ในเรื่องของ การสื่อสารที่ผ่านตัว เอกสารแผนธุรกิจแล้ว ยังเป็นเรื่องของ การสื่อสารผ่านตัว ผู้ประกอบการเองอีกด้วย เนื่องจากไม่เคยมีการอนุมัติหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ โดยการพิจารณาเฉพาะ ตัวเอกสารแต่อย่างเดียว การสื่อสารผ่านตัวผู้ประกอบการหรือการสัมภาษณ์ก็ถือเป็นประเด็นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หรืออาจจะถือว่า เป็นส่วนสำคัญมากกว่าเสียอีก เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าแผนธุรกิจที่นำเสนอเป็นแผนธุรกิจที่ดี แต่เมื่อผู้อ่านซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ หรือคณะกรรมการ สอบถามข้อมูลหรือสัมภาษณ์ผู้ประกอบการเพื่อต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กลับพบว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถ ถ่ายทอดหรือสื่อสารให้เข้าใจได้ หรือเป็นในลักษณะ “พูดไม่รู้เรื่อง” อันอาจเนื่องมาจากผู้ประกอบการไม่ได้เป็น คนเขียนแผนธุรกิจ ด้วยตนเอง และไม่ได้ทำความเข้าใจในแผนธุรกิจอย่างละเอียด ทำให้ได้รับคำปฏิเสธในที่สุด ดังนั้นพึงระลึกว่าแผนธุรกิจ ในส่วนที่เป็นเอกสาร เป็นขั้นตอน เบื้องต้นในการสื่อสารไปยังผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเบื้องต้นและมีความสนใจในธุรกิจ และขอให้ผู้ประกอบการ นำเสนอด้วย คำพูด และอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อการพิจารณาในการให้การสนับสนุนในภายหลัง

แนวคิดทางการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากที่ถูกให้ออก ถูกลดขนาดองค์กร หรือเบื่อหน่ายจากการทำงานในองค์กร และเริ่มสนใจออกเผชิญโชคในเส้นทางการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก โชคไม่ดีที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ล้มเหลวในการตัดสินใจวางแผนหรือกลยุทธ์ทางการตลาด

มีแนวคิดทางการตลาดจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับดำเนินการทางการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กสำหรับนำมาพิจารณาและวางแผน แต่สำหรับคำแนะนำครั้งนี้จะเลือกมาเพียง 10 แนวคิดสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น

แนวคิดที่ 1 : ความสอดคล้อง (Consistency)
ความสอดคล้องเป็นแนวคิดด้านการตลาดอันหนึ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น มักไม่พบในการนำไปใช้เป็นแนวคิดทางการตลาดสำหรับธุรกิจทั่วๆ ไป ผู้เขียนเคยได้ทำงานร่วมกับผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งพบว่ามีความไม่สอดคล้องอย่างมากในทุกพื้นที่ของการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ความสอดคล้องจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายและเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า

แนวคิดที่ 2 : การวางแผน (Planning)
เมื่อเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจที่จะดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการตลาด การวางแผนเป็นเป็นแนวคิดหลักต่อมาที่จะต้องเริ่มดำเนินการ การวางแผนเป็นส่วนที่จำเป็นมากสำหรับการตลาดธุรกิจขนาดเล็กหรือการทำการตลาดระดับอื่นๆ สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ผู้จัดการทางการตลาด และยามเมื่อมีระดับการวางแผน CMOs ไม่ดี ให้เวลากับการวางแผนกลยุทธ์

แนวคิดที่ 3 : กลยุทธ์ (Strategy)
กลยุทธ์เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติภายหลังการวางแผนทันทีเพราะว่ากลยุทธ์ของคุณจะเป็นรากฐานของกิจกรรมทางการตลาด ในกระบวนการวางแผนคุณต้องทำการพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทำอย่างไรจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ และวิธีการที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายกลายมาเป็นลูกค้า

แนวคิดที่ 4 : เป้าหมายทางการตลาด (Target Market)
เป้าหมายทางการตลาดถือเป็นอีกแนวคิดที่สำคัญสำหรับตลาดธุรกิจขนาดเล็ก กำหนดให้แน่ชัดว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของกิจการธุรกิจขนาดเล็กจะมุ่งเน้นว่าเป็นลูกค้าเฉพาะและนับเป็นการลดการสูญเสียทางการตลาด การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดจะทำให้การดำเนินการตามแนวคิดการตลาดอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้นในการทำให้บรรลุและประสบความสำเร็จสูงสุด

แนวคิดที่ 5 : งบประมาณ (Budget)
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 5 แต่การจัดสรรงบประมาณก็มีความสำคัญตลอดกระบวนการทั้งหมด การจัดทำงบประมาณทางการตลาดมักเป็นเรื่องยากที่สุดและเป็นส่วนที่มีความคลาดเคลื่อนมากที่สุดสำหรับการตลาดของธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางการตลาดและมักจบลงด้วยการวางงบประมาณคลาดเคลื่อน สิ่งสำคัญที่สุดในแนวคิดด้านการตลาดคือการจัดทำงบประมาณทางการตลาดตามความเป็นจริง ทั้งนี้คุณควรพิจารณาการกระจายการใช้จ่ายอย่างเป็นประโยชน์ของเงินทุนที่มีอยู่

แนวคิดที่ 6 : ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix)
ส่วนประสมทางการตลาดหมายความรวมถึง ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ในกรณีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กคุณจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ (หรือบริการ) การจัดสรรราคา การจัดหาสถานที่และวิธีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และหาช่องทางชักจูงให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณ

แนวคิดที่ 7 : เว็บไซต์ (Website)
ในตลาดปัจจุบันธุรกิจทุกๆ ขนาดจะต้องมีเว็บไซต์ เว็บไซต์ทางธุรกิจไม่ควรมีจำนวนหน้าที่น้อยเกินไปหรือข้อมูลล้าสมัย ลูกค้าจะใช้เวลากว่ากว่า 60% เพื่อค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจซื้อ แนวคิดการทำตลาดนี้จะมุ่งเน้นการสร้างความประทับใจให้เพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ แต่คุณควรจะเริ่ม อย่างน้อยดำเเนินการพัฒนาเว็บไซต์ขนาดเล็กและมีการให้ข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ

แนวคิดที่ 8 : ตราสินค้า (Branding)
เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยมักจะละเลยความคิดนี้ การตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจะต้องมุ่งเน้นแนวความคิดด้านการตลาดเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ การสร้างตราสินค้าประกอบไปด้วย รูปภาพ โลโก้ แบบรายการ แผนงาน การจัดเตรียม และภาพลักษณ์ของตราสินค้าและองค์กรของคุณ การสร้างตราสินค้าคือการทำอย่างไรให้ลูกค้ารับรู้ถึงผลิตภัณฑ์และองค์กร ให้แน่ใจว่าได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับชนิดของตราสินค้าที่คุณกำลังสร้างขึ้นผ่านขั้นตอนของการวางแผนและดำเนินการ

แนวคิดที่ 9 : การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณา (Promotion and Advertising)
การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาเป็นแนวคิดทางการตลาดที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องคำนึงถึงในธุรกิจทุกประเภทและทุกผลิตภัณฑ์และบริการ เมื่อคุณดำเนินการตามแนวคิดทางการตลาด 8 ข้อข้างต้น สุดท้ายคุณจะต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักคุณและผลิตภัณฑ์ของคุณ การส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาที่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการจดจำตราสินค้า และท้ายที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของยอดขาย

แนวคิดที่ 10 : การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management : CRM)
แนวคิดการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากในการทำตลาดทั่วโลก มีซอฟแวร์และบริการหลายประเภทถูกนำเสนอเพื่อช่วยเหลือธุรกิจหลายๆ ขนาดในการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ เนื่องจากมีใช้มากและมีประโยชน์มากมายในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักจะมองแนวคิดนี้ว่าธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงพอหรือมีเงินทุนในการดำเนินการให้บรรลุผล ไม่จำเป็นต้องทำเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ๆ การรักษาลูกค้าอย่างเหมาะสมด้วยการจัดการลูกค้าสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความภักดีและการเป็นลูกค้าอย่างเหนียวแน่น

แนวคิดการตลาดข้างต้นควรต้องดำเนินการพิจารณา วิจัย วางแผน และดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ถึงกระนั้นการตลาดไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ ในธุรกิจที่มีความแตกต่างและมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นจะต้องพิจารณามากยิ่งขึ้น แต่แนวคิดข้างต้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการตลาดของทุกๆ ธุรกิจ

หลายชาติต่างให้ความสนใจด้านการลงทุนทำธุรกิจในสิงคโปร์

The-Singapore-Merlion
เนื่องจากสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ประกอบกับข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทำให้การลงทุนของไทยในสิงคโปร์เป็นไปได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรม ส่วนที่อาจเป็นไปได้บ้างคือ ด้านบริการที่ไทยมีความชำนาญ โดยเฉพาะในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารหรือสปา ซึ่งสิงคโปร์มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าสนใจ และรัฐบาลกำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง นอกจากนี้การร่วมมือกับสิงคโปร์ในธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น การค้าหรือโลจิสติกส์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะมีความเป็นไปได้

โอกาสในการลงทุนก่อตั้งธุรกิจในสิงคโปร์ของผู้ประกอบการไทยเพื่อเจาะตลาดการบริโภคในประเทศ อาจไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศอาเซียนอื่นๆ เนื่องจากข้อจำกัดในด้านขนาดตลาดของสิงคโปร์ ดังนั้นการลงทุนของผู้ประกอบการไทยอาจมุ่งเน้นเพื่อการใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการกระจายสินค้าหรือสาขาการให้บริการของไทยให้กว้างขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือกับธุรกิจท้องถิ่น น่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้มากกว่า เช่น ธุรกิจผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร ธุรกิจสปา เป็นต้นสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ไทยอาจอาศัยความชำนาญและความได้เปรียบของการเป็นฐานการลงทุนในภูมิภาคของสิงคโปร์ เพื่อลงทุนในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และความสามารถในการจัดการสูง การเข้าไปร่วมลงทุนจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีนอกเหนือไปจากผลประกอบการ เช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการผลิต

สิงคโปร์ตั้งอยู่บนภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การค้า เป็นที่ทำการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ สิงคโปร์เป็นเกาะตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ ติดกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขนาดพื้นที่รวม 697 ตารางกิโลเมตร และเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความโดดเด่นหลายๆด้านไม่ว่าจะในด้านการให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนต่างประเทศเท่าเทียมกับนักลงทุนในประเทศ โดยสามารถลงทุนได้ 100% ยกเว้นเพียงสาขาการกระจายเสียง การจัดสรรคลื่นความถี่และกิจการด้านหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ นโยบายด้านการลงทุนจากต่างประเทศของสิงคโปร์มีความชัดเจน แน่นอน การเมืองมีความมั่นคงและประชากรเป็นแรงงานที่มีฝีมือ และจากการพิจารณาหลายๆปัจจัย ทั้งในด้านแรงงาน การเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้สิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกเกี่ยวกับศักยภาพการลงทุนในด้านต่างๆ

คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดีสำหรับในการประกอบธุรกิจ


ความสำเร็จในชีวิต
หลายคนเชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถสอนกันได้ แต่ในความเป็นจริงการเรียนการสอนในระบบปัจจุบันได้ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเป็น ผู้ประกอบการไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงพบว่าบ่อยครั้งที่มีผู้ต้องการเป็นผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และควรจะทำอะไร นอกจากนี้หากผู้ที่ต้องการเป็น ผู้ประกอบการ ผ่านการทำงานยาวนานมาหลายปีและมีเหตุต้องออกจากงาน ก็เป็นสิ่งยากยิ่งนักที่จะเริ่มต้นกับการเป็นผู้ประกอบการใหม่

อย่างไรก็ตามการเริ่มต้น ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ หากไม่คิดที่จะเริ่มต้นจึงยากที่จะรู้จักความสำเร็จ ซึ่งอาจจะต้องผ่านความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านความผิดหวังหลายต่อหลายหน แต่ทว่าการเป็นผู้ประกอบการที่ดีและประสบความสำเร็จ จะมีลักษณะร่วมที่เหมือน ๆ กันหลายประการ โดยลักษณะร่วมของผู้ประกอบการที่ดีนี้ ได้แก่
1. กระหายสู่ความสำเร็จ
ผู้ประกอบการต้องมีคาวามรู้สึกต้องการอย่างแรงกล้าในการทำธุรกิจ หรือต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากหากไม่มีความต้องการนี้ ก็จะไม่มีพลังผลักดันให้ผู้ประกอบการลุกขึ้นมาดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยความต้องการนี้สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าจะไม่เหมือนกับความต้องการของคนธรรมดาทั่วไป ทั้งความต้องการด้านทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเรียกได้ว่า มีความทะเยอทะยานในระดับสูง
2. มีลักษณะนิสัยชอบเสี่ยง
หลายคนเชื่อว่าการเป็นผู้ประกอบการนั้นจะพบกับความเสี่ยงสูงอยู่เสมอจึงทำให้หลายคนท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น หรือล้มเลิกโครงการในการทำธุรกิจตนเองแล้วกลับไปเป็นลูกจ้างต่อก็มี ความเชื่อเช่นนี้อาจไม่ใช่ความเป็นจริงนัก เนื่องจาก 2 ใน 3 ของผู้ที่ต้องการทำธุรกิจของตัวเอง มักจะมีงานประจำหรืองานพาร์ทไทม์อยู่ก่อนแล้วหรือมีธุรกิจอย่างอื่นอยู่ พวกเขาจะไม่ทุ่มเท ทรัพยากรทั้งหมดมาทำธุรกิจของตนเองจนกว่าจะมีความพร้อม หรือตัดสินใจแล้วว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแล้วถ้าทำเช่นนั้น
3. คิดอย่างสร้างสรรค์ และ สร้างฝันให้ยิ่งใหญ่
อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ของผู้ประการที่ดีต้องมี ก็คือการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรือมีจิตนาการที่ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในกรอบที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงด้วย
4. ยึดมั่นไม่ย่อท้อ
คุณสมบัติประการนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการทุกคนมักจะประสบความรู้สึกร่วมกันก็คือการเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จคือ บุคคลที่ไม่ล้มเลิกอะไรง่าย ๆ และทุกคนล้วนเคยล้มเหลวมาก่อน หรือผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น แต่ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้ทำให้เป้าหมายของผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงไป
5. เชื่อมั่นในตนเอง
คุณสมบัติประการสำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นผู้ประกอบคือการมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และแนวคิดในการทำเนินธุรกิจของตัวเอง แม้ว่าในระหว่างของการก่อร่างสร้างตัวนั้น บุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็น ญาติสนิท เพื่อนฝูง นายธนาคาร หรือกระทั่งคู่ชีวิต จะไม่เชื่อมั่นในผู้ประกอบการคนนั้นก็ตาม วิธีสร้างความเชื่อมั่นโดยเรียนรู้จากการทำงานที่อื่นมาก่อนนั้นเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่ราคาต่ำสุดและเปรียบเสมือนการเรียนทางลัด ทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการประกอบธุรกิจ(สำหรับหนังสือบางเล่มก็เป็นโค้ตได้เช่นกัน) ในขณะที่บางคนมีจุดเริ่มต้นในการเป็นผู้ประกอบการมาจากศูนย์ ไม่มีแม้แต่เงินทอง ทรัพย์สิน เพื่อนฝูง หรือความรู้หรือเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากความเชื่อมั่น คิดเพียงแต่ว่าความเชื่อมั่นสามารถสร้างธุรกิจที่ตนรักและต้องการให้เกิดขึ้นได้ จึงเริ่มทำงานตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ แล้วก็ฝ่าฟันไปยังเป้าหมายที่ต้องการจนได้
6. มีความสามารถในการตัดสินใจ
หลายคนเชื่อว่า บุคคลคนหนึ่งมีความสามารถแตกต่างไปจากบุคคลอื่นนั้นส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการตัดสินใจของแต่ละบุคคลไม่เทียมกัน และผู้ประกอบการก็เป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสามารถในการตัดสินใจที่แตกต่างและโดดเด่นจากบุคคลอื่น สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าในตัวผู้ประกอบการทุกคนจะมีสัญชาติญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าเมื่อใดควรตัดสินใจและเมื่อใดไม่ควรตัดสินใจโดยเฉพาะการตัดสินใจในภาวะวิกฤติว่าควรจะดำเนินการอย่างไรกับธุรกิจหรือในชีวิตของตนเองแต่อย่างไรก็ตาม หากศึกษาให้ดีแล้วจะพบว่า กระบวนการของการตัดสินใจของผู้ประกอบการล้วนผ่านการกลั่นกรองด้วยดีมาแล้วสิ้นเชิงเป็นผลมาจากการสั่งสมประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาและการตรวจสอบจากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั่นเอง
7. กล้าเปลี่ยนแปลงถือเป็นโอกาส
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หรือเรียกได้ว่าแทบคนมองว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติซึ่งจะตรงกับบุคคลทั่วไปที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงคือ หายนะ เพราะมันสามารถพลิกชีวิตคนคนหนึ่งจากเคยมีชีวิตที่สุขสบายให้กลายเป็นยาจกได้ในพริบตา แต่สำหรับมุมมองของผู้ประกอบการถือเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต บางครั้งหลายคนพยายามค้นหาความเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองอย่างกระหายเสียอีก